การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศด้วยตัวเองเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่หลายคนต้องการทำให้สำเร็จ และประเทศญี่ปุ่นถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่เริ่มต้นหัดเดินทางด้วยตัวเอง เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง มีระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุมและตรงต่อเวลา รวมถึงมีวัฒนธรรมและอาหารการกินที่เป็นมิตรกับคนไทย อย่างไรก็ตาม สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ การเตรียมตัวและวางแผนอย่างเป็นขั้นตอนถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความวิตกกังวล และทำให้ทริปแรกในต่างประเทศราบรื่นและเต็มไปด้วยความทรงจำที่ดี
ขั้นตอนที่หนึ่ง การเลือกช่วงเวลาและกำหนดแผนการเดินทางขั้นต้น
การเลือกช่วงเวลาในการเดินทางส่งผลต่อทั้งสภาพอากาศ งบประมาณ และประสบการณ์ที่จะได้รับในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีสี่ฤดูกาลอย่างชัดเจน แต่ละช่วงเวลาจึงมีความสวยงามและกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไป
การเลือกฤดูกาลที่เหมาะสมกับความต้องการ
-
ฤดูใบไม้ผลิ ช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม เป็นช่วงเวลายอดนิยมเนื่องจากมีดอกซากุระบาน สภาพอากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การเดินท่องเที่ยว แต่ต้องแลกมาด้วยราคาตั๋วเครื่องบินและที่พักที่สูงกว่าปกติ
-
ฤดูร้อน ช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม ช่วงนี้ตั๋วเครื่องบินและที่พักจะมีราคาถูกที่สุด มีการจัดงานเทศกาลฤดูร้อนและการแสดงดอกไม้ไฟ แต่อากาศจะร้อนชื้นและมีฝนตกคล้ายกับประเทศไทย
-
ฤดูใบไม้ร่วง ช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน เป็นช่วงเวลาที่ใบไม้เปลี่ยนสี สภาพอากาศเริ่มเย็นลง ท้องฟ้ามักจะแจ่มใส เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ทัศนียภาพมีความสวยงามมาก
-
ฤดูหนาว ช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสหิมะ กิจกรรมเล่นสกี และการแช่น้ำแร่ออนเซ็นท่ามกลางอากาศหนาวจัด
การกำหนดภูมิภาคและจำนวนวันเดินทาง
สำหรับมือใหม่ แนะนำให้เลือกเที่ยวในภูมิภาคเดียวต่อการเดินทางหนึ่งครั้งเพื่อไม่ให้เหนื่อยจนเกินไป ภูมิภาคยอดนิยมได้แก่ ภูมิภาคคันโตที่มีโตเกียวเป็นศูนย์กลาง เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบแสงสี ความทันสมัย และแหล่งช้อปปิ้ง หรือภูมิภาคคันไซที่มีโอซาก้าและเกียวโต เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสทั้งความสนุกสนานและวัฒนธรรมดั้งเดิม โดยระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับทริปแรกควรอยู่ที่ประมาณ 5 ถึง 7 วัน ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่ยาวนานเกินไปและสามารถจัดสรรงบประมาณได้ง่าย
ขั้นตอนที่สอง การจัดการตั๋วเครื่องบินและที่พัก
เมื่อได้ช่วงเวลาและภูมิภาคที่ต้องการแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการสำรองตั๋วเครื่องบินและที่พัก ซึ่งควรทำล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ถึง 4 เดือนเพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด
การเลือกสายการบินและการลงจอดที่ถูกเมือง
การบินไปญี่ปุ่นมีให้เลือกทั้งสายการบินบริการเต็มรูปแบบและสายการบินราคาประหยัด หากเลือกไปโตเกียว จะมีสนามบินหลักสองแห่งคือสนามบินนาริตะ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 60 กิโลเมตรแต่มีตัวเลือกรถไฟเข้าเมืองที่หลากหลาย และสนามบินฮาเนดะซึ่งตั้งอยู่ใกล้ตัวเมืองมากกว่า ส่วนการไปเที่ยวคันไซจะต้องลงที่สนามบินคันไซในโอซาก้า มือใหม่ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าสนามบินที่ลงจอดสอดคล้องกับแผนการเดินทางและที่พักในคืนแรก
การเลือกทำเลที่พักที่เดินทางสะดวก
สำหรับมือใหม่ในการเดินทางด้วยตัวเอง ทำเลที่พักคือสิ่งที่จะช่วยประหยัดเวลาและพลังงานได้มากที่สุด หลักการเลือกที่พักคือควรอยู่ห่างจากสถานีรถไฟหลักไม่เกิน 500 เมตร หรือเดินไม่เกิน 5 ถึง 7 นาที ในโตเกียว ย่านที่เดินทางสะดวกได้แก่ ชินจูกุ อุเอโนะ หรืออิคิบุคุโระ ส่วนในโอซาก้า ย่านนัมบะหรืออุเมดะ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดี การพักใกล้สถานีใหญ่จะช่วยให้ไม่ต้องต่อรถไฟหลายสายเมื่อต้องเดินทางไปกลับสนามบินหรือเดินทางไปเมืองรอบๆ
ขั้นตอนที่สาม การทำความเข้าใจระบบขนส่งสาธารณะและการเลือกใช้บัตรโดยสาร
ระบบรถไฟของประเทศญี่ปุ่นมีความซับซ้อนเนื่องจากมีบริษัทผู้ให้บริการหลายราย ทั้งรถไฟของรัฐ รถไฟใต้ดินของเมือง และรถไฟของเอกชน การทำความเข้าใจพื้นฐานจะช่วยลดความสับสนเมื่อไปถึงสถานที่จริง
บัตรโดยสารประเภทเติมเงินและตั๋วเหมาจ่าย
-
บัตรเติมเงินแบบไอซีการ์ด เช่น บัตรซุยกะหรือบัตรพาสโม เป็นบัตรที่จำเป็นต้องมีสำหรับทุกคน บัตรนี้ใช้งานเหมือนบัตรเติมเงินทั่วไป เพียงแค่แตะผ่านประตูก็สามารถขึ้นรถไฟได้ทุกสายโดยไม่ต้องเสียเวลาต่อคิวซื้อตั๋ว และยังใช้ซื้อของในร้านสะดวกซื้อได้อีกด้วย
-
ตั๋วเหมาจ่ายประจำภูมิภาค สำหรับมือใหม่ที่เดินทางเฉพาะในโตเกียว ตั๋วรถไฟใต้ดินแบบเหมาจ่าย 24 48 หรือ 72 ชั่วโมง เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ามาก ส่วนผู้ที่เดินทางข้ามเมือง เช่น จากโตเกียวไปโอซาก้า อาจพิจารณาซื้อตั๋วรถไฟเจอาร์พาสแบบรวมทั้งประเทศ ทั้งนี้ต้องคำนวณค่าโดยสารรายเที่ยวเปรียบเทียบก่อนซื้อเสมอว่าคุ้มค่าจริงหรือไม่
เครื่องมือช่วยนำทางที่ขาดไม่ได้
การเดินทางในญี่ปุ่นจะไม่ใช่เรื่องยากหากใช้แอปพลิเคชันนำทาง เช่น กูเกิลแมปส์ ซึ่งมีความแม่นยำสูงมากในญี่ปุ่น ระบบจะบอกอย่างละเอียดว่าต้องขึ้นรถไฟชานชาลาไหน รถไฟมาเวลากี่โมง ราคาเท่าใด และต้องลงที่สถานีใด มือใหม่จึงควรเตรียมระบบอินเทอร์เน็ตให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการเช่าพ็อกเก็ตไวไฟหรือการใช้ซิมการ์ดสำหรับนักท่องเที่ยว
ขั้นตอนที่สี่ การเตรียมเอกสารสำคัญและการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง
แม้ว่าปัจจุบันคนไทยจะได้รับสิทธิ์ยกเว้นวีซ่าท่องเที่ยวญี่ปุ่นเป็นเวลา 15 วัน แต่การเตรียมเอกสารให้พร้อมยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้กระบวนการตรวจคนเข้าเมืองเป็นไปอย่างราบรื่น
เอกสารที่ต้องเตรียมใส่กระเป๋า
-
หนังสือเดินทาง ต้องมีอายุการใช้งานเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือนนับจากวันเดินทางกลับ
-
หลักฐานการจองที่พักและตั๋วเครื่องบินขากลับ ควรพิมพ์ออกมาเป็นเอกสารกระดาษเก็บไว้กับตัว เพื่อแสดงให้เจ้าหน้าที่ดูหากมีการเรียกตรวจ
-
แผนการเดินทางคร่าวๆ ระบุว่าในแต่ละวันจะไปเที่ยวที่ไหนและพักที่ใด เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาญี่ปุ่น
-
การลงทะเบียนออนไลน์ ปัจจุบันทางการญี่ปุ่นมีระบบลงทะเบียนล่วงหน้าสำหรับพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรผ่านระบบออนไลน์ ควรทำเอกสารนี้ให้เสร็จสิ้นก่อนออกเดินทางและบันทึกรหัสคิวอาร์โค้ดไว้ในโทรศัพท์มือถือ เพื่อความรวดเร็วเมื่อเดินทางไปถึงสนามบินปลายทาง
ขั้นตอนที่ห้า ข้อควรรู้ด้านวัฒนธรรมและการปฏิบัติตัวในที่สาธารณะ
การเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นจะช่วยให้การท่องเที่ยวเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่สร้างความรบกวนให้กับคนในพื้นที่
กฎระเบียบและมารยาทที่ควรปฏิบัติ
ประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความเป็นระเบียบเรียบร้อยและการเกรงใจผู้อื่นเป็นอย่างมาก บนรถไฟสาธารณะจะไม่มีการคุยโทรศัพท์เสียงดังและมักจะเปิดระบบสั่นไว้เสมอ การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มขณะเดินในที่สาธารณะถือเป็นสิ่งที่ไม่นิยมทำ ควรทานให้เสร็จที่หน้าร้านหรือนำกลับไปทานที่พัก นอกจากนี้การทิ้งขยะในญี่ปุ่นจำเป็นต้องแยกประเภทอย่างเคร่งครัด และถังขยะในที่สาธารณะมีจำนวนน้อยมาก นักท่องเที่ยวจึงควรเตรียมถุงพลาสติกขนาดเล็กไว้สำหรับเก็บขยะของตัวเองกลับไปทิ้งที่โรงแรม
คำถามที่พบบ่อย
หากไม่สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้เลย จะสามารถเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองได้หรือไม่
สามารถเที่ยวได้อย่างแน่นอน เนื่องจากในปัจจุบันป้ายบอกทางในสถานีรถไฟและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในญี่ปุ่นมีภาษาอังกฤษกำกับไว้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ร้านอาหารส่วนใหญ่จะมีเมนูที่มีรูปภาพประกอบ หรือสามารถใช้แอปพลิเคชันแปลภาษาในโทรศัพท์มือถือเพื่อช่วยในการสื่อสารและการอ่านฉลากสินค้าได้อย่างสะดวก
การเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งแรก ควรเตรียมงบประมาณขั้นต่ำไว้ประมาณเท่าใด
งบประมาณขึ้นอยู่กับรูปแบบการกินอยู่และตั๋วเครื่องบิน แต่โดยทั่วไปสำหรับทริป 5 วัน 4 คืน แบบประหยัดถึงปานกลาง ควรเตรียมงบประมาณเริ่มต้นที่ประมาณ 25,000 ถึง 35,000 บาทต่อคน ซึ่งรวมค่าตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด ค่าที่พักระดับธุรกิจ ค่าอาหาร และค่าเดินทางพื้นฐานภายในเมืองแล้ว
ระบบไฟฟ้าในญี่ปุ่นเป็นอย่างไร และต้องเตรียมหัวแปลงปลั๊กไฟไปหรือไม่
ระบบไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นใช้แรงดันไฟฟ้า 100 โวลต์ ซึ่งต่ำกว่าประเทศไทย รูปแบบปลั๊กจะเป็นขั้วแบนสองขาขนานกัน เครื่องใช้ไฟฟ้าจากไทย เช่น ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์พกพา ส่วนใหญ่สามารถรองรับแรงดันไฟนี้ได้ แต่หากอุปกรณ์ใดมีหัวปลั๊กเป็นแบบสามขาชนิดกลม จำเป็นต้องเตรียมหัวแปลงปลั๊กไฟแบบสองขาแบนไปด้วย
ในญี่ปุ่นสามารถใช้บัตรเครดิตได้แพร่หลายหรือไม่ หรือยังจำเป็นต้องพกเงินสด
ปัจจุบันญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมไร้เงินสดมากขึ้น สามารถใช้บัตรเครดิต บัตรทราเวลการ์ด หรือการสแกนจ่ายได้ตามร้านค้าใหญ่ ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ อย่างไรก็ตาม ยังคงจำเป็นต้องพกเงินสดติดตัวไว้จำนวนหนึ่ง เนื่องจากร้านอาหารท้องถิ่นขนาดเล็ก ตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติ และการซื้อตั๋วรถไฟบางประเภท ยังคงรับเฉพาะเงินสดเท่านั้น
การแช่น้ำแร่ออนเซ็นมีข้อห้ามสำหรับคนที่มีรอยสักหรือไม่ และมีวิธีแก้ไขอย่างไร
ตามธรรมเนียมดั้งเดิมของญี่ปุ่น สถานบริการออนเซ็นสาธารณะส่วนใหญ่ยังคงไม่อนุญาตให้ผู้ที่มีรอยสักเข้าใช้บริการ เนื่องจากภาพลักษณ์ในอดีต หากมีรอยสักขนาดเล็กสามารถใช้พลาสเตอร์สีเนื้อปิดทับให้มิดชิดได้ แต่หากมีรอยสักขนาดใหญ่ แนะนำให้เลือกจองที่พักที่มีออนเซ็นส่วนตัวในห้องพัก หรือบริการเช่าห้องออนเซ็นแบบครอบครัวเป็นรายชั่วโมงแทน
หากเกิดอาการเจ็บป่วยระหว่างท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ควรทำอย่างไรเป็นอันดับแรก
หากมีอาการป่วยเล็กน้อย สามารถเดินเข้าห้างขายยาเพื่อปรึกษาเภสัชกรได้ โดยร้านยาใหญ่ๆ มักจะมีพนักงานที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ แต่หากมีอาการรุนแรง ควรติดต่อเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของโรงแรมเพื่อให้ช่วยโทรประสานงานกับโรงพยาบาลที่รองรับชาวต่างชาติ หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวของพอร์ทัลการท่องเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อขอความช่วยเหลือด้านภาษาในการนำส่งโรงพยาบาล
การเลือกซื้อซิมอินเทอร์เน็ตแบบอีซิมกับการเช่าพ็อกเก็ตไวไฟ แบบไหนดีกว่ากันสำหรับมือใหม่
หากเดินทางคนเดียวหรือสองคน การใช้เทคโนโลยีอีซิมหรือซิมการ์ดส่วนตัวจะมีความสะดวกกว่ามาก เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จแบตเตอรี่อุปกรณ์เสริมและไม่ต้องถือเครื่องส่งสัญญาณให้หนัก แต่หากเดินทางเป็นครอบครัวใหญ่ 4 ถึง 5 คน และมักจะเดินเกาะกลุ่มไปด้วยกันตลอดเวลา การเช่าพ็อกเก็ตไวไฟเครื่องเดียวเพื่อแบ่งกันใช้งานจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
